ดูที่คุณต๋อยให้สัมภาษณ์การยกเลิกป้อนรายการต่างๆลงโทรทัศน์โดยใช้เวลาตัดสินใจ 3 ปี ก็ทำใหัเรานึกถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทีวีช่องต่างๆเริ่มแย่อย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่ว่า รายการทีวีพึ่งจะมาแย่เมื่อ 3 ปีก่อน แต่แย่มานานแล้ว
ไปต่อไม่ไหว “ต๋อย ไตรภพ” ยกเลิกกิจการ เลิกจ้างพนักงาน หลังขาดทุนยับ
https://today.line.me/th/v3/article/EXwPQVv?referral=goldupdate
จุดเริ่มต้นแย่อย่างชัดเจน คือ ปี 57 ประมูลทีวีดิจิตอล เกิดช่องทีวีมาแข่งขันกันมากมาย เมื่อก่อนมี 3,5,7,9,11,itv ก็แข่งกันเยอะอยู่แล้ว พอมามีช่องให้ดูมากมายหลายสิบช่อง ก็ยิ่งทำให้แย่งคนดูกันมากขึ้น เจ๊งมากกว่าเดิม ถ้าจำไม่ผิด น่าจะ 48 ช่อง คิดอยู่แล้วว่า ไม่น่ารอด แต่ถึงกระนั้นคนก็ยังดูจอทีวีมากกว่าดูจอมือถือ เพราะช่วงปี 57 เน็ตยังแพงมาก และบางค่ายก็ไม่ครอบคลุม บางค่ายครอบคลุม แต่เน็ตช้ามาก คนจึงเลือกดูทีวีกันเยอะ
จุดพลิกผันที่ทำให้คนหันมาดูจอมือถือมากกว่าจอทีวีคือ เน็ตจำกัดความเร็ว ไม่จำกัดปริมาณ ทรูเริ่มเป็นค่ายแรกเมื่อประมาณต้นปี 59 เพราะต้องเร่งทำการการตลาดหาเงินมาจ่ายค่าคลื่น 900 ที่ประมูลมาแพงมาก คนก็หันมาใช้เน็ตไม่จำกัดกันมาก ดูจอมือถือแทนดูจอทีวีกันเพียบ ตั้งแต่นั้นมา จำนวนคนดูทีวีก็ลดลงอย่างมาก และไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก
ลำดับเหตุการณ์ดังนี้
วงการทีวีไทยเริ่มเข้าสู่วิกฤตและถดถอยอย่างจริงจังนับตั้งแต่ยุคการเริ่มต้นของทีวีดิจิทัล (ประมาณปี 2557 เป็นต้นมา) ซึ่งมีการประมูลช่องทีวีจำนวนมาก ทำให้เม็ดเงินโฆษณาที่เคยกระจุกอยู่แค่ไม่กี่ช่องหลักต้องถูกกระจายออกไป ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปเสพสื่อออนไลน์และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง
เหตุผลที่ทำให้วงการทีวีซบเซาต่อเนื่องยาวนาน มีดังนี้:
• การแตกตัวของเม็ดเงินโฆษณา: เมื่อมีช่องทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้นหลายสิบช่อง แต่ขนาดของเค้กโฆษณาไม่ได้เติบโตตาม ทำให้รายได้ต่อช่องลดลง
• การแข่งขันจากสื่อออนไลน์: ผู้ชมย้ายไปรับชมคอนเทนต์บน YouTube, TikTok และ Netflix มากขึ้น ส่งผลให้ค่าโฆษณาทางโทรทัศน์ลดลงอย่างฮวบฮาบ เช่น รายการดังเคยขายโฆษณาได้หลักแสนบาทต่อนาที เหลือเพียงหลักหมื่นบาทต่อนาทีในปัจจุบัน
• ต้นทุนการผลิตที่สวนทางกับรายได้: ค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการยังคงสูง ขณะที่รายได้จากสปอนเซอร์และเรตติ้งไม่คุ้มทุน ทำให้ผู้ผลิตรายการและสถานีโทรทัศน์หลายแห่งประสบภาวะขาดทุนสะสม
• ความไม่ชัดเจนในช่วงท้ายของใบอนุญาต: การใกล้ครบกำหนด 10 ปี ของใบอนุญาตทีวีดิจิทัล (ราวปี 2572) ทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าลงทุนโปรเจกต์ใหญ่และเริ่มชะลอตัว
กรณีการประกาศยุติรายการทีวีทางหน้าจอและปรับตัวไปลุยแพลตฟอร์มออนไลน์เต็มตัวของ ต๋อย ไตรภพ ลิมปพัทธ์ (จากรายการ ครัวคุณต๋อย และ ทูเดย์โชว์) จึงเป็นเพียงหมุดหมายล่าสุดที่สะท้อนว่า "มรสุม" และภาวะต้นทุนพุ่งสวนทางค่าโฆษณา นั้น สะสมและกดดันธุรกิจนี้มานานนับปี ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ปี 59 จุดเร่งคนให้ดูจอมือถือมากกว่าจอทีวี
การเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตมือถือแบบไม่อั้น (Unlimited) ในราคาที่จับต้องได้ช่วงปี 2559 ถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" (Turning Point) ที่เร่งให้คนไทยย้ายจากหน้าจอทีวีไปอยู่บนจอมือถือเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด
เหตุการณ์ในช่วงปี 2559-2560 ที่ซ้ำเติมทีวีดิจิทัล มีดังนี้:
• สงครามแพ็กเกจเน็ตไม่อั้น 4G: ค่ายมือถือต่าง ๆ เริ่มเปิดศึกตัดราคาแพ็กเกจเน็ตความเร็วคงที่แบบไม่ลดสปีด (เช่น 4Mbps หรือ 10Mbps ไม่อั้น) ทำให้พฤติกรรมการดูวิดีโอนอกบ้านเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องเน็ตหมด
• การเติบโตของ Live Streaming: เป็นช่วงที่ Facebook Live และ YouTube Live ได้รับความนิยมสูงสุด คนเริ่มชินกับการดูรายการสด ข่าวสาร หรือความบันเทิงผ่านมือถือพร้อมกับคอมเมนต์โต้ตอบได้ทันที ซึ่งทีวีดั้งเดิมให้ไม่ได้
• สมาร์ทโฟนราคาถูกเข้าถึงทุกคน: เครื่องหน้าจอใหญ่ราคาประหยัดหลั่งไหลเข้าตลาด ทำให้ทุกคนสามารถมี "หน้าจอส่วนตัว" เป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องแย่งรีโมททีวีในบ้านอีกต่อไป
ดังนั้น วิกฤตทีวีดิจิทัลจึงเกิดจากมรสุมสองลูกใหญ่ที่เข้ามาพร้อมกัน ลูกแรกคือการประมูลช่องที่มากเกินไปในปี 2557 และลูกที่สองคือเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต 4G ที่พร้อมใช้งานในปี 2559 ซึ่งส่งผลให้คนดูเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างถาวรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาครับ
ต๋อย ไตรภพคิด 3 ปีในการยุติทำรายการทีวีแบบเดิม แต่ที่เห็น รายการทีวีแย่เพราะประมูลทีวีดิจิตอลปี 57 เน็ตไม่จำกัดปี 59
ไปต่อไม่ไหว “ต๋อย ไตรภพ” ยกเลิกกิจการ เลิกจ้างพนักงาน หลังขาดทุนยับ
https://today.line.me/th/v3/article/EXwPQVv?referral=goldupdate
จุดเริ่มต้นแย่อย่างชัดเจน คือ ปี 57 ประมูลทีวีดิจิตอล เกิดช่องทีวีมาแข่งขันกันมากมาย เมื่อก่อนมี 3,5,7,9,11,itv ก็แข่งกันเยอะอยู่แล้ว พอมามีช่องให้ดูมากมายหลายสิบช่อง ก็ยิ่งทำให้แย่งคนดูกันมากขึ้น เจ๊งมากกว่าเดิม ถ้าจำไม่ผิด น่าจะ 48 ช่อง คิดอยู่แล้วว่า ไม่น่ารอด แต่ถึงกระนั้นคนก็ยังดูจอทีวีมากกว่าดูจอมือถือ เพราะช่วงปี 57 เน็ตยังแพงมาก และบางค่ายก็ไม่ครอบคลุม บางค่ายครอบคลุม แต่เน็ตช้ามาก คนจึงเลือกดูทีวีกันเยอะ
จุดพลิกผันที่ทำให้คนหันมาดูจอมือถือมากกว่าจอทีวีคือ เน็ตจำกัดความเร็ว ไม่จำกัดปริมาณ ทรูเริ่มเป็นค่ายแรกเมื่อประมาณต้นปี 59 เพราะต้องเร่งทำการการตลาดหาเงินมาจ่ายค่าคลื่น 900 ที่ประมูลมาแพงมาก คนก็หันมาใช้เน็ตไม่จำกัดกันมาก ดูจอมือถือแทนดูจอทีวีกันเพียบ ตั้งแต่นั้นมา จำนวนคนดูทีวีก็ลดลงอย่างมาก และไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก
ลำดับเหตุการณ์ดังนี้
วงการทีวีไทยเริ่มเข้าสู่วิกฤตและถดถอยอย่างจริงจังนับตั้งแต่ยุคการเริ่มต้นของทีวีดิจิทัล (ประมาณปี 2557 เป็นต้นมา) ซึ่งมีการประมูลช่องทีวีจำนวนมาก ทำให้เม็ดเงินโฆษณาที่เคยกระจุกอยู่แค่ไม่กี่ช่องหลักต้องถูกกระจายออกไป ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปเสพสื่อออนไลน์และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง
เหตุผลที่ทำให้วงการทีวีซบเซาต่อเนื่องยาวนาน มีดังนี้:
• การแตกตัวของเม็ดเงินโฆษณา: เมื่อมีช่องทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้นหลายสิบช่อง แต่ขนาดของเค้กโฆษณาไม่ได้เติบโตตาม ทำให้รายได้ต่อช่องลดลง
• การแข่งขันจากสื่อออนไลน์: ผู้ชมย้ายไปรับชมคอนเทนต์บน YouTube, TikTok และ Netflix มากขึ้น ส่งผลให้ค่าโฆษณาทางโทรทัศน์ลดลงอย่างฮวบฮาบ เช่น รายการดังเคยขายโฆษณาได้หลักแสนบาทต่อนาที เหลือเพียงหลักหมื่นบาทต่อนาทีในปัจจุบัน
• ต้นทุนการผลิตที่สวนทางกับรายได้: ค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการยังคงสูง ขณะที่รายได้จากสปอนเซอร์และเรตติ้งไม่คุ้มทุน ทำให้ผู้ผลิตรายการและสถานีโทรทัศน์หลายแห่งประสบภาวะขาดทุนสะสม
• ความไม่ชัดเจนในช่วงท้ายของใบอนุญาต: การใกล้ครบกำหนด 10 ปี ของใบอนุญาตทีวีดิจิทัล (ราวปี 2572) ทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าลงทุนโปรเจกต์ใหญ่และเริ่มชะลอตัว
กรณีการประกาศยุติรายการทีวีทางหน้าจอและปรับตัวไปลุยแพลตฟอร์มออนไลน์เต็มตัวของ ต๋อย ไตรภพ ลิมปพัทธ์ (จากรายการ ครัวคุณต๋อย และ ทูเดย์โชว์) จึงเป็นเพียงหมุดหมายล่าสุดที่สะท้อนว่า "มรสุม" และภาวะต้นทุนพุ่งสวนทางค่าโฆษณา นั้น สะสมและกดดันธุรกิจนี้มานานนับปี ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ปี 59 จุดเร่งคนให้ดูจอมือถือมากกว่าจอทีวี
การเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตมือถือแบบไม่อั้น (Unlimited) ในราคาที่จับต้องได้ช่วงปี 2559 ถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" (Turning Point) ที่เร่งให้คนไทยย้ายจากหน้าจอทีวีไปอยู่บนจอมือถือเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด
เหตุการณ์ในช่วงปี 2559-2560 ที่ซ้ำเติมทีวีดิจิทัล มีดังนี้:
• สงครามแพ็กเกจเน็ตไม่อั้น 4G: ค่ายมือถือต่าง ๆ เริ่มเปิดศึกตัดราคาแพ็กเกจเน็ตความเร็วคงที่แบบไม่ลดสปีด (เช่น 4Mbps หรือ 10Mbps ไม่อั้น) ทำให้พฤติกรรมการดูวิดีโอนอกบ้านเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องเน็ตหมด
• การเติบโตของ Live Streaming: เป็นช่วงที่ Facebook Live และ YouTube Live ได้รับความนิยมสูงสุด คนเริ่มชินกับการดูรายการสด ข่าวสาร หรือความบันเทิงผ่านมือถือพร้อมกับคอมเมนต์โต้ตอบได้ทันที ซึ่งทีวีดั้งเดิมให้ไม่ได้
• สมาร์ทโฟนราคาถูกเข้าถึงทุกคน: เครื่องหน้าจอใหญ่ราคาประหยัดหลั่งไหลเข้าตลาด ทำให้ทุกคนสามารถมี "หน้าจอส่วนตัว" เป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องแย่งรีโมททีวีในบ้านอีกต่อไป
ดังนั้น วิกฤตทีวีดิจิทัลจึงเกิดจากมรสุมสองลูกใหญ่ที่เข้ามาพร้อมกัน ลูกแรกคือการประมูลช่องที่มากเกินไปในปี 2557 และลูกที่สองคือเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต 4G ที่พร้อมใช้งานในปี 2559 ซึ่งส่งผลให้คนดูเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างถาวรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาครับ